09 Jun น้องเหมียว ชีวิตการเรียนและการทำงานในไต้หวัน มันเด็ดยังไง?!
วันนี้โอริมอสมีบทสัมภาษณ์ดีๆ จากนักศึกษาชาวไทยที่ไปเรียนต่อไต้หวัน และมีโอกาศได้ทำงานและกิจกรรมที่น่าทึ่งๆต่างๆมากมาย น้องคนนั้นก็คือน้องเหมียวสุดน่ารักของเรานั่นเองนะคะ ใครก็ตามที่ต้องการอ่านรีวิวชีวิตในไต้หวันอยู่ ต้องอ่านเลยนะคะ !

Orimos: อยากรบกวนให้น้องเหมียวช่วยแนะนำตัวคร่าวๆให้ทุกคนรู้จักนิดนึงค่ะว่าเป็นใครมาจากไหนแล้วก็ตอนนี้ทำอะไรอยู่ที่ไทเป?
Meaw: สวัสดีค่ะ ชื่อเหมียวนะคะ ชื่อจริง ชฎารัตน์ โภคะธนวัฒน์ ตอนนี้เรียน mba เป็นภาษาอังกฤษนะคะอยู่ที่มหาวิทยาลัย National Chengchi University อยู่ปี 2 แล้วค่ะ กำลังจะจบแล้วอีกนิดเดียว
Orimos: แล้วก่อนหน้านั้นน้องเหมียวทำอะไรมาก่อนเอ่ย?
Meaw: ก่อนหน้านี้ก่อนที่จะมาที่นี่ต้องบอกก่อนว่า มีแบคกราวที่ค่อนข้างแตกต่างจากสิ่งที่เลือกเรียนในปัจจุบัน ทั้ง background ตอนที่เรียนปริญญาตรีและตอนที่ทำงานค่ะ เพราะว่าเหมียวอ่ะเรียนนิเทศแล้วก็จบนิเทศจุฬา เอก Journalist หรือวารสารสนเทศ แล้วก็วิชาโท Mass Communication หรือสื่อสารมวลชนประมาณนั้นนะคะ และด้วยความที่เราเรียนแบบนั้นมานะคะ จบปุ๊บ เราก็ทำงานในวงการนักข่าวทันที โดยเหมียวเริ่มเป็นนักข่าวทีวี ช่องสีเขียวหรือว่าช่องไทยรัฐนั่นเองนะคะ ทำอยู่ประมาณ 3-4 ปี เป็นนักข่าวอยู่ประมาณ 4 ปี แล้วตอนที่เราเป็นนักข่าวอยู่อ่ะค่ะ เราก็ชอบรายงานพวกเรื่องการท่องเที่ยวหรือเศรษฐกิจ แล้วด้วยความที่เราทำงานด้านนักข่าวเศรษฐกิจมาค่ะ เราก็ตั้งเป้าหมายแน่นอนว่าเราจะต้องเรียนต่อระดับปริญญาโทในด้านประมาณนี้แน่นอน ก็มองไว้นานแล้วคิดไว้นานแล้วเหมือนกันว่าน่าจะเป็นคณะพวกบริหารธุรกิจอะไรประมาณนี้ค่ะ หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับพวกเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการเงินอะไรเกี่ยวกับพวกนี้
แล้วเราก็ตัดสินใจว่าในไหนๆจะเรียนระดับปริญญาโทต่อแล้วอ่ะ เราก็ไม่อยากเรียนต่อในประเทศ เราอยากไปเรียนต่อที่ต่างประเทศมากกว่า เพราะมันก็จะเป็นประสบการณ์เพิ่มขึ้นที่เราได้มาจากต่างประเทศ ได้เรียนรู้ภาษาที่สามเพิ่มขึ้นด้วย แล้วก็เลยเลือกไต้หวัน เพราะว่าเหมียวเคยมาไต้หวันมาก่อน แล้วรู้สึกประทับใจทั้งผู้คน วัฒนธรรม แล้วก็สิ่งแวดล้อมบ้านเมือง แล้วไต้หวันก็มีค่าครองชีพที่ไม่ได้ต่างจากเมืองไทยมาก เพราะฉะนั้นพูดได้เลยว่าไต้หวันเป็น The only destination สำหรับเหมียวเลยค่ะ
Orimos: เป็น The only one เลยทีเดียว?
Meaw: (หัวเราะ) จริงๆแล้วพูดเลยว่าเหมียวอ่ะเป็นติ่งเกาหลีเนาะ ก็มีความแบบว่าหรือจะไปเกาหลีหรือจะไปเอเชียประเทศอื่นดี แล้วเราก็คิดว่าถ้าเราจะไปใช้ชีวิตระยะยาวอะ เราก็อยากไปประเทศในเอเชียแหละเพราะว่า ประเทศยุโรปหรือประเทศทางตะวันตกมันก็ค่อนข้างจะแพงไปหน่อย สำหรับเราในตอนนั้นนะคะ เพราะว่าเราก็เก็บตังค์มาเรียนเองอะไรประมาณนี้ค่ะ ทุนตอนนั้นมันก็ยังไม่แน่นอนว่าจะได้ไม่ได้ แล้วถ้าเราจะขอรบกวนที่บ้านมาอย่างเงี้ย เขาก็จะยิ่งห่วงเราถ้าไปไกลๆ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่าเป็นไต้หวันนั่นแหละน่าจะดีที่สุด เพราะว่าใกล้บ้านแล้วก็เคยมาแล้ว มีคนรู้จักเยอะ ประกอบกับเหมียวก็มีญาติที่เป็นพวกลูกครึ่งคนไต้หวันประมาณนี้ค่ะ ทางบ้านเขาก็เลยค่อนข้างไว้วางใจให้มาที่นี่
Orimos: นอกจากความคุ้นเคยตรงนี้แล้ว คือน้องเหมียวก็อยากจะเรียนภาษาจีนเพิ่มเติมด้วยใช่ไหม น้องเหมียวคิดว่าการที่เรารู้ภาษาจีนเนี่ยมันน่าจะมีประโยชน์กับอนาคตของเราใช่ไหมเอ่ย ?
Meaw: ใช่เลยค่ะ เพราะว่าโดนกรอกหูมาตั้งแต่เด็กว่า ภาษาจีนเป็นภาษาที่คนเขาใช้กันทั่วโลกเยอะมากเลยนะ แล้วยิ่งเราเป็นลูกคนจีน คนไทยเชื้อสายจีนอะไรประมาณนี้ค่ะ พ่อแม่เขาเลยยิ่งอยากให้เราเรียนภาษาจีนเข้าไปใหญ่ นี่คือไม่ใช่ว่าไม่เคยขอเรียนภาษาอื่นนะคะทั้งเกาหลี ญี่ปุ่นเอย แต่พ่อแม่เขาก็ยังยืนยันที่จะให้เราเรียนภาษาจีน
นี่เหมียวขอเล่าเลยนะว่า ตอนเด็กๆเหมียวเกลียดภาษาจีนมาก เราไม่เข้าใจว่าภาษาอะไรวะ ทำไมเราต้องมานั่งเขียนมานั่งคัดทีละตัว แถมเส้นก็เยอะอีกต่างหาก แล้วมันยากมากจนหงุดหงิด ทำไมไม่เหมือนภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษที่เราสามารถสะกดได้เลย คือจำได้ว่า ตอนประถมเหมียวต่อต้านมากไม่อยากเรียนเลย จุดเปลี่ยนมันก็คือว่าประมาณตอนมัธยม เหมียวเริ่มเป็นติ่ง ติ่งเกาหลีนะคะ แล้ววงที่เราชอบอ่ะ เขาจะไปตีตลาดจีน เพราะฉะนั้นเขาจะต้องมีเพลงจีน พูดภาษาจีน เราก็เลยอยากเรียนภาษาจีนไปด้วย พูดชื่อวงเลยแล้วกันนะคะ ชื่อวง Super Junior M ค่ะ (หัวเราะ)
Orimos: เข้าใจได้เลยค่ะ แล้วอย่างนี้มันก็อาจจะมีคำถามเกิดขึ้นได้ว่า เหมียวเลือกเรียนปริญญาโทเป็นภาคภาษาอังกฤษ แล้วเหมียวก็อยากจะเรียนภาษาจีนควบคู่ไปด้วย ทำไมเหมียวถึงเลือกมาไต้หวันไม่เลือกไปจีนแผ่นดินใหญ่ ?

Meaw: คือจริงๆมันก็ด้วยหลายๆด้านนะคะ แล้วยิ่งเราโตขึ้นเราก็ได้เรียนรู้มากขึ้น ว่าทั้ง 2 ที่เนี่ย เขาก็มีวัฒนธรรมหรือว่ามีความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน เอาง่ายๆคือที่จีนแผ่นดินใหญ่อ่ะค่ะ มันมีอุปสรรคในการใช้ชีวิตสำหรับคนไทยมากกว่านิดนึง โดยเฉพาะในเรื่องของการสื่อสารพวก Social Media ต่างๆ คือเหมียวเป็นคนที่ค่อนข้างติดโซเชียลนะคะ นอกจากนั้นเนี่ยเหมียวก็อยากจะสื่อสารกับที่บ้านได้อย่างสะดวก เพราะฉะนั้นถ้าเราไปอยู่ในโลกที่เขาปิดกั้นเราจากโลกโซเชียลที่เราคุ้นเคยอ่ะค่ะ โดยเฉพาะในโลกที่มีคนที่เราคุ้นเคยอยู่ด้วย เราก็จะรู้สึกว่าไม่ค่อยโอเค แล้วเหมียวก็ได้ยินอะไรมาเยอะ อย่างน้องชายเหมียวเองก็เคยไปเรียนที่ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่มาก่อน เขาก็จะเล่าให้ฟังว่าสภาพสังคม ความเป็นอยู่ อะไรอย่างนี้มันค่อนข้างแตกต่างกับประเทศไทย แล้วเอาจริงเหมียวก็เคยไปมาทางจีนแผ่นดินใหญ่แล้วก็ทางไต้หวันมาก่อน พอเปรียบเทียบกันแล้วเหมียวพบว่า สภาพสังคมของไต้หวันอ่ะค่ะมันค่อนข้างคล้ายกับประเทศไทย เพราะฉะนั้นก็เลยรู้สึกว่าปรับตัวกับชีวิตได้ง่ายกว่าในไต้หวัน
Orimos: อันนี้เราก็ค่อนข้างเห็นด้วยเหมือนกันนะคะ แล้วโดยรวมแล้ว คิดว่าการเลือกมาเรียนต่อที่ไต้หวันถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องไหม ?
Meaw: จนก็ถึงจุดนี้เนี่ย ก็ยังถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอยู่นะคะ เอาจริงๆเหมียวไม่ค่อย regret กับการตัดสินใจในอดีตเท่าไหร่ เพราะว่าเราก็ได้เรียนรู้จากการตัดสินใจของเรา เอาจริงๆเหมียวก็ถือว่าการมาไต้หวันของเหมียวมันก็เป็นช่วงเวลาที่ถูกนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่มี Covid 19 ไต้หวันช่วงแรกๆก็คือเป็นประเทศที่รับมือกับไวรัสตัวนี้ได้ดีมากๆ เรายังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติอยู่ช่วงนึงเหมือนกัน เอาจริงๆมันก็ถือว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่นานเหมือนกันเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แม้ว่าสถานการณ์ช่วงนี้อาจจะมีการติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นนะคะ
Orimos: แต่ว่าตอนนี้ก็คิดว่ากำลังน่าจะดีขึ้นแล้วนะ เพราะวัคซีนอะไรก็กำลังจะเข้ามา ?
Meaw: เราก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น (หัวเราะ)
Orimos: งั้นขอถามต่อนิดนึงนะคะ เมื่อกี้เหมียวบอกว่าเหมียวเรียนนิเทศมาเนาะ แล้วก็มาเรียนสายบริหารธุรกิจที่ค่อนข้างแตกต่างจากสิ่งที่เราเคยเรียนมา มันก็น่าจะมีความยากลำบากต่อการปรับตัวการเปลี่ยนสายการเรียน อย่างนี้ มีอะไรที่เราต้องปรับตัวเป็นพิเศษไหม สำหรับการที่เราเคยเรียนสายนิเทศมาก่อนแล้วก็มาเรียนสายบริหาร ?
Meaw: สำหรับเหมียวเลยนะคะ วิชาอะไรก็ตามที่เป็นพวกเลขๆ อันนี้เหมียวจะต้องปรับตัวนิดนึงเหมือนกัน แม้ว่าตอนที่เราทำงานเราจะรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจอะไรธุรกิจอะไรต่างๆมากมายนะ แต่ว่าพอมาเรียนในหลักสูตร มันก็ต้องมีวิชาบังคับอย่างเช่น บัญชี เศรษฐศาสตร์ สถิติ อย่างนี้เป็นต้น แล้ววิชาเหล่านี้มันก็จะมีตัวเลขเข้ามาเกี่ยว เพราะฉะนั้นถ้าใครเกลียดเลขมาก อาจจะต้องปรับตัวนิดนึง
แต่ถ้าตัดเรื่องเกี่ยวกับเลขไปนะคะ คิดว่าในแง่ของวิชาการอื่นๆอ่ะ การที่เราเคยเรียนนิเทศมาก่อนแล้วมาเรียนบริหารต่อ เหมียวคิดว่ามันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นนะคะ แล้วเหมียวพูดเลยนะว่าเหมียวไม่ได้เตรียมตัวอะไรที่เมืองไทยมาก่อนเลย ไม่ได้เรียนพิเศษเลขหรืออะไรเลยนะคะ คือเหมียวมาเริ่มต้นที่นี่ใหม่หมดเลยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นทุกคนสามารถทำได้ค่ะ
ส่วนที่จะต้องปรับตัวอีกส่วนหนึ่งก็คือ น่าจะเป็นส่วนที่เราจะต้องปรับตัวให้ชินกับการมาเป็นนักเรียนอีกรอบมากกว่าค่ะ
Orimos: โอเค ยังไงก็คือที่ไต้หวันเนี่ยก็คือเขาก็ support เราต่างๆดีหมดเลยเนาะ ทั้งอาจารย์ดี เพื่อนดี ช่วยๆกันอะไรอย่างนี้หมดเลยเนาะ ?
Meaw: ถูกต้องเลยค่ะ จริงๆเพื่อนดีนี่คือสำคัญที่สุดเลยนะสำหรับการเรียนปริญญาโท เพราะว่าบางทีเราก็ไม่ได้ถนัดหรือว่าเชี่ยวชาญทุกเรื่อง การที่มีเพื่อนที่ดีก็จะทำให้เราสามารถผ่านพ้นไปได้ค่ะ
Orimos: โอเคเราพูดถึงเรื่องการเรียนกันไปแล้วเนอะ ได้ข่าวมาว่าน้องเหมียวก็ทำงานหรือว่าฝึกงานอยู่เรื่อยๆ อยากถามว่าน้องเหมียวไปเริ่มฝึกงานมาได้ยังไง ไปหางานมาได้ยังไงคะ ?
Meaw: ได้เลยค่ะ คืออันนี้บอกตรงๆเลยว่าเพื่อนแนะนำมา เป็นบริษัทเกี่ยวกับพวกอีคอมเมิร์ซ แล้วเขาก็ต้องการที่จะขยายตลาดไปที่อาเซียน แล้วแน่นอนว่าประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องการคนไทยเข้าไปช่วยซัพพอร์ตตรงนี้อ่ะค่ะ แล้วตอนนั้นก็มีเพื่อนคนไทยเขาก็เป็นเพื่อน mba เหมือนกันนั่นแหละ เขาทำอยู่ที่นี่อยู่แล้วเขาก็เลยชวนเราเข้าไปทำด้วย ตำแหน่งที่ทำจริงๆมันก็ชื่อว่า Thailand Market Research คือเราก็เข้าไปช่วยเขาว่าตลาดไทยตอนนี้มันเป็นยังไงนะ
Orimos: ถ้างั้น พูดเลยได้ไหมว่าการที่น้องเหมียวได้งาน Connection ก็คือเป็นส่วนที่มีความสำคัญมากๆ ?
Meaw: เอาจริงๆไต้หวันก็เป็นประเทศในเอเชียเนาะ แล้วในเอเชียคอนเนคชั่นมันก็มีความสำคัญไปหมด เพราะฉะนั้นพูดได้เลยว่าใช่ค่ะ อันนี้เราได้เพราะคอนเนคชั่น
Orimos: ใช่ๆเห็นด้วยเลยค่ะ เพราะฉะนั้นการเลือก Business School หรือว่าการเลือกมหาวิทยาลัยสำหรับการเรียนต่อระดับปริญญาโทที่เป็นสาขาบริหารนะคะ การเลือกโรงเรียนที่ดีเนี่ยมันก็มีผลมากๆเลย ทั้งในแง่ของวิชาการ จะทำให้เราได้รู้จักคนดีๆมากมายเลยนะ อันนี้น้องเหมียวเห็นด้วยไหมคะ ?
Meaw: เห็นด้วยเลยค่ะ เห็นด้วยอย่างยิ่ง นี่คือหนึ่งในเหตุผลเลยที่เหมียวเลือกเรียน mba ที่มหาลัยแห่งนี้ค่ะ คือก่อนเรามาเรียนอ่ะเราก็มีการค้นคว้าหรือ Research อะไรมาแล้ว คือที่นี่เขาก็มีระบบ alumni หรือว่าศิษย์เก่าที่ยาวนาน เพราะฉะนั้นมันก็มีโอกาสในการสร้าง connection โดยเฉพาะถ้าเราต้องการที่จะหางานหลังเรียนจบ
Orimos: อันนี้ขอถามต่อในส่วนของการฝึกงานนะคะ น้องเหมียวฝึกงานมานานเท่าไหร่แล้วเอ่ย ?
Meaw: ประมาณ 1 ปีแล้วค่ะ
Orimos: หูยยย ก็ถือว่าเป็นการฝึกงานที่นานเหมือนกันเนาะ อย่างนี้ถือว่า เขาก็เหมือนเป็นการจ้างเรากลายๆ แล้วหรือเปล่าเอ่ย ?
Meaw: เอาจริงๆมันก็ไม่เชิงฝึกงานแล้วอ่ะค่ะ เหมือนเป็นการจ้างรูปแบบพาร์ทไทม์มากกว่า คืออยากให้ลืมภาพของการฝึกงานที่เมืองไทยไปได้เลย คือเรามีเงินเดือน แล้วเราก็มีหน้าที่มีความรับผิดชอบ เหมือนกับคนที่ทำงานจริงๆที่บริษัทเลยค่ะ เขาจะปฏิบัติต่อเราเหมือนเราเป็นพนักงานคนหนึ่งเลย แต่ส่วนใหญ่อันนี้บอกเอาไว้เลยสำหรับคนที่อยากจะหาฝึกงานที่ไต้หวันนะคะ คืองานมันก็จะเป็นอารมณ์งานแปลซะส่วนใหญ่ คือหลายๆคนก็อาจจะรู้สึกเบื่อได้ แต่ว่าเหมียวโชคดีหน่อยเพราะว่า ที่เหมียวทำอ่ะค่ะ เขามีงานส่วนที่เป็นส่วนของ Marketing ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน แล้วก็ได้เรียนรู้ในส่วนของเรื่องความรู้ทางเทคนิคอื่นๆต่างๆอีกด้วย
Orimos: น่าสนใจตรงที่เขาปฏิบัติต่อเราเป็นเหมือนพนักงานคนหนึ่งเลยเนาะ แล้วในแง่ของการทำงานอื่นๆของคนไต้หวัน มีความแตกต่างจากเมืองไทยยังไงบ้างคะ ?
Meaw: อันนี้หนูต้องพูดตามตรงนะคะ ว่ามันก็ค่อนข้างขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท อย่างบริษัทที่เหมียวทำตอนนี้อาจจะโชคดีนิดนึง เพราะมันเป็นบริษัทอารมณ์ start-up คนที่เป็นเพื่อนร่วมงานก็จะเด็กๆหน่อย เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมองค์กรมันก็จะเป็นแนวของคนรุ่นใหม่ เช่นมันก็จะมีปาร์ตี้อะไรอย่างนี้ค่ะมีการเลี้ยงอะไรบ่อยๆ ว่าเขาต้องการให้เราเนี่ยได้สื่อสารกันเนาะ และแม้ว่าเราจะเป็นเพียงแค่เด็กพาร์ทไทม์นะคะ แต่ว่าเราก็มีสิทธิ์ที่จะได้เข้าร่วมประชุมที่สำคัญๆ หรือการประชุมที่มีระดับหัวหน้าที่เป็นระดับสูงอะไรอย่างนี้เลยอ่ะค่ะ เพราะฉะนั้นก็ต้องเลือกให้ดีเลยนะคะสำหรับใครที่อยากจะฝึกงานต่อ
Orimos: อย่างนี้ดูแล้วน้องเหมียวก็ทำอะไรหลายอย่างเหมือนกันเนาะ น้องเหมียวมีความยากลำบากในการจัดสรรเวลาทั้งของการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตอื่นๆไหมคะ ?
Meaw: จริงๆหลายๆคนก็ มีทั้งเรียน mba ไปด้วยแล้วก็เรียนภาษาจีนไปด้วยนะคะ คือสามารถทำได้เลยค่ะ คือมันก็ต้องดูไปแต่ละเทอมเนาะ แล้วก็ต้องดูความสามารถของเราเองด้วย ว่าเราเนี่ยมีเวลามากขนาดไหน แล้วการบ้านของเราเนี่ยมันจำเป็นที่จะต้องใช้เวลานานขนาดไหนค่ะ
อย่างเหมียวเนี่ย จะรู้ตัวเองว่าเทอมแรกที่มาเรียน mba มันจะมีวิชาบังคับที่เราไม่ค่อยถนัด เพราะฉะนั้นเนี่ย เราก็จะไม่ได้เรียนภาษาจีนหรือว่าไม่ได้ทำงานมากหรือไม่ได้ทำงานเลยนะคะ เพื่อที่เราจะได้ไปโฟกัสในแง่ของการเรียนที่เป็นการเรียนหลักของเราให้สำเร็จเสียก่อน ส่วนตอนหลังที่เหมียวเริ่มมารับงานพาร์ทไทม์หรือมาเริ่มงานอื่นๆนะคะ ก็คือเป็นช่วงเทอมหลังแล้ว เป็นช่วงเทอมที่เหมียวไม่ได้มีวิชาเรียนมาก ก็เป็นตัวเรียนที่เหมียวคิดว่าเหมียวสามารถจัดการได้ไม่ยากเท่าไหร่
Orimos: อันนี้เห็นด้วยมากๆเลย โดยส่วนตัวเนี่ยเราก็รู้จักเหมียวอยู่แล้วเนาะ แล้วเราก็จะเห็นเหมียวไปทำงานอื่นๆมากมายนอกจากงานบริษัท มีงานที่เป็นไฮไลท์เลยก็ว่าได้นะ ก็คืองานที่เหมียวได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์คุณออเดรย์ถัง โดยคุณออเดรย์ถัง เขาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงดิจิตอลของไต้หวัน แล้วเขาก็เป็นผู้หญิงข้ามเพศที่เปิดเผยด้วยนะ อยากให้น้องเหมียวช่วยแชร์ประสบการณ์นิดนึงว่าการไปสัมภาษณ์เขาเนี่ยเป็นยังไงบ้าง ?
Meaw: ได้เลยค่ะ อันนี้ต้องบอกก่อนนะว่า เหมียวว่าเคยทำงานทางด้านสื่อมาก่อน เพราะฉะนั้นเนี่ยเหมียวก็จะมีคอนเนคชั่นอะไรนู่นนี่นั่นประมาณนึงเหมือนกันนะคะ ประกอบกับเพื่อนอีกคนนึงที่ชื่อว่าแพรเนี่ยนะคะ เขาก็เคยทำงานทางด้านสื่อมาด้วยเหมือนกัน แล้วเหมียวก็รู้จักอาจารย์ท่านหนึ่ง ซี่งท่านเนี่ยเคยทำงานกับคุณออเดรย์ถังมาก่อน เพราะฉะนั้นอาจารย์เขาก็เลยบอกว่า ทาง ThaiPBS เนี่ยต้องการคนทำสกู๊ปเกี่ยวกับคนในภาครัฐของไต้หวัน แล้วก็ให้เราเนี่ยส่งกลับไปให้ทางทีมที่ไทย ซึ่งเอาจริงๆตอนแรกเราไม่เคยคาดหวังเลยว่า เราเนี่ยจะได้มีโอกาสมาสัมภาษณ์คุณออเดรย์ถัง
แต่ว่าทางคุณออเดรย์ถัง เนี่ยเขาเคยให้สัมภาษณ์กับทาง ThaiPBS มาก่อน เพราะฉะนั้นมันก็จะง่ายขึ้นนิดนึง เพราะว่าเขาจะช่วยประสานงานกับให้กับทางออฟฟิศของคุณออเดรย์ถังด้วยนะคะ

Orimos: จากการสัมภาษณ์คุณออเดรย์ถังนะคะ โดยประสบการณ์ส่วนตัวของเหมียวรู้สึกยังไงบ้าง?
Meaw: คืออันนี้ต้องบอกก่อนเลยนะคะว่า เราเนี่ยก็ได้ยินหรือว่าเราก็รู้มาเยอะว่า คุณออเดรย์ถังเขาเป็นอัจฉริยะ เพราะฉะนั้นเราก็จะกลัวนิดนึงเหมือนกัน ก็เลยทำการบ้านไปเยอะมาก ว่าเขาไปทำอะไรมาบ้างนะคะ เพราะว่าเราก็แอบกลัวเหมือนกันว่าถ้าเราไปเจอคำศัพท์ทางเทคนิคที่เป็นคำศัพท์ชั้นสูงของภาษาอังกฤษมากๆ เราจะฟังไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ)
ทีนี้ตอนที่เราไปเจอจริงๆ อันนี้ต้องบอกเลยว่าคุณออเดรย์ถังเนี่ย เขาเป็นคนที่ระดับภาษาอังกฤษดีมากจริงๆและพูดเร็ว ตามฉบับคนฉลาดเป็นกรด ขนาดว่าเราเนี่ยทำการบ้านมาเยอะแล้ว ยังต้องตั้งใจฟังมากๆ นอกจากนั้นแล้ว พอเข้าไปถึงตัวเขาจริงๆแล้ว มันชิวมากเลยค่ะ เขาไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรกับเราเลยอ่ะ ไปถึงแล้วก็คือเริ่มสัมภาษณ์ได้เลยเพราะว่าทางเลขาเขาแจ้งไว้ล่วงหน้าไว้ให้เราก่อนอยู่แล้ว
พอดีคุณออเดรย์ถังเขาก็มีความน่ารัก เป็นมิตรมากเลย แล้วเขาก็ออกสื่อมาเยอะนะคะ เพราะฉะนั้นเขาก็จะรู้ว่าอะไรที่เขาควรจะต้องพูด เป็นคนที่สรุปใจความได้เก่งมากๆ เพราะเราเอางานกลับไปถอดคำต่อคือทำได้ง่ายมากขึ้นมากเลยค่ะ ก็รู้สึกว่าแบบประทับใจมากอ่ะ แล้วสิ่งที่เขาตอบมามันก็เป็นความรู้ที่ดีมากจริงๆ คือ เขาพูดเรื่องของ digital transparency คือการเป็น Transparent Digital Government ของไต้หวันนะคะ คือมันประโยชน์ยังไง แล้วก็มันจะมาช่วยในการสู้กับภัยโควิคยังไงได้บ้างด้วย อันนี้ก็สามารถติดตามได้ในทาง ThaiPBS นะคะ คาดว่าน่าจะออกอากาศประมาณปลายเดือนมิถุนายน รอติดตามได้นะคะ
Orimos: แล้วคือเขาไปถึงรัฐมนตรีเลยเนาะ แล้วเขาไม่ได้มีความวางตัวหรืออะไรอย่างนั้นเลยใช่ไหมคะ ?
Meaw: ไม่มีเลยค่ะ คือเขาเป็นคนรุ่นใหม่จริงๆเพราะฉะนั้นเนี่ยเขาเป็นคนชิวมาก เราพอตอนสัมภาษณ์เสร็จเราดีใจมาก เพราะว่าคุณเขาก็คือชมเราว่า เนี่ยคุณทำการบ้านมาดีมากเลยนะ (หัวเราะ) เพราะเรากลัวว่าเราไปถึงเราจะไม่รู้เรื่องอะไรอย่างนี้ เลยทำการบ้านเยอะเป็นพิเศษ

Orimos: วันว่างๆน้องเหมียวชอบทำอะไรในไต้หวันบ้างคะ ?
Meaw: ก็ถ้ามีเวลาว่าง เหมียวก็จะชอบออกไปเดินเล่นเดินเที่ยวมากเลยค่ะ เพราะว่าที่ไต้หวันการคมนาคมเขาค่อนข้างที่จะสะดวกสบาย คือไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวางแผนการเดินทางล่วงหน้าเยอะ อยากไปไหนก็คือไปได้หมด จริงๆแล้วไทเปมันก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากมายนะคะ แต่ว่าการเดินทางมันสะดวกสบาย เพราะฉะนั้นอยากไปไหนก็คือไปได้เลย แต่ช่วงหลังเหมียวจะไปคาเฟ่บ่อย เพราะว่าเหมียวต้องเขียน Thesis แล้วไต้หวันก็มีคาเฟ่น่ารักๆเยอะ ใครเป็นสายคาเฟ่เนี่ยจะต้องชอบไต้หวันแน่นอนค่ะ
แต่ว่าถ้ามีวันหยุดยาวมากกว่านั้น เหมียวก็ชอบไปต่างจังหวัดนะคะ ที่เคยไปมาแล้วก็มี ไถตง ไถหนาน หัวเลียน
Orimos: แต่ปกติก็มักจะอยู่ในไทเป ถูกป่ะ ?
Meaw: ใช่เลยค่ะ บางทีก็ไปเดินตลาดกลางคืนหาของอร่อยๆถูกๆกินบ้าง ไปเดินเล่นตามย่านช้อปปิ้ง ไปแบบผ่อนคลายสมองอะไรอย่างนี้บ้าง
Orimos: อย่างนี้ถือว่าน้องเหมียวตกหลุมรักไต้หวันหรือว่าไทเปหรือยังจ๊ะ ?
Meaw: คือมันเลยจุดที่ตกหลุมรักไปแล้วอ่ะค่ะ เหมือนกับคนรักที่แต่งงานกันมาพักนึงแล้ว แล้วก็อยู่ด้วยกันจนชินแล้วอะไรประมาณนี้มากกว่า (หัวเราะ) คือภาษาจีนตอนนี้เราก็เริ่มได้แล้ว เรียนมาเป็นปีแล้ว คือมันก็ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นนะคะ
Orimos: สุดท้ายแล้ว อยากให้น้องเหมียวช่วยฝากให้กับผู้อ่านที่ อยากจะไปเรียนต่อหรือว่าอยากจะไปทำงานต่อที่ไต้หวันให้นิดนึงได้ไหมคะ ?
Meaw: เหมียวขอพูดในแง่ของการเรียนแล้วกันนะคะ ก็ถ้าใครก็ตามที่ไม่เคยเรียนโปรแกรมอินเตอร์หรือว่าโปรแกรมที่ใช้ภาษาอังกฤษมาก่อนจากที่เมืองไทยนะคะ เหมียวก็แนะนำให้ฝึกภาษาให้แข็งแรง พยายามอ่านข่าวหรือว่าอ่านบทความที่มันเป็นเชิงวิชาการเยอะๆมาก่อน เพราะว่าพอมาอยู่ที่นี่เราจะต้องได้อ่านบทความประเภทนั้นเนี่ยค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว แล้วก็พยายามศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับไต้หวันมาเยอะๆนะคะ อย่างเพจโอริมอสเนี่ยก็คือมีประโยชน์มากเลย สามารถเข้ามาอ่านกันได้เยอะๆเลยนะคะ เพราะว่าพอเรามาอยู่ไต้หวันจริงๆแล้วเนี่ย มันจะได้ไม่ลำบากจนเกินไป
Orimos: โอเคน้องเหมียว วันนี้ต้องขอขอบคุณมากๆเลยนะคะที่อุตส่าห์สละเวลามาสัมภาษณ์กับทางโอริมอสของเรา เป็นประโยชน์แล้วก็สนุกมากๆเลยค่ะ

สำหรับน้องๆคนไหนนะคะที่สนใจจะไปเรียนต่อที่ไต้หวัน ถ้าหากมีคำถามหรือมีข้อสงสัยใดๆก็ตาม สามารถติดต่อโอริมอสมาได้เลยนะคะทางเรายินดีที่จะตอบคำถามทุกท่านสำหรับการไปเรียนต่อที่ไต้หวัน คิดถึงการเรียนไต้หวัน คิดถึงโอริมอสนะคะ

No Comments